คิดเอง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๕๐. เรื่อง “ความทุกข์ในขณะไร้รูป”
มนุษย์ เมื่อเวทนาทางกายเกิด อาศัยรูปกายหยาบในขณะเป็นมนุษย์ เป็นเหตุของทุกขเวทนา และกายหยาบแตกดับไปแล้ว ในนรกภูมิจะอาศัยกายรูปกายใดมาเสวยเวทนาหรือว่าความทุกข์ทรมาน ในนรกคือมโนภาพที่จิตสร้างขึ้นจากความทรงจำเลวร้ายของตน เหมือนฝันร้ายที่แสนยาวนานครับ
กราบนมัสการหลวงพ่อที่เคารพ
ตอบ : อันนี้มันเป็นการรำพัน เป็นการรำพันมาเฉยๆ เนาะ
อันนี้เป็นความเชื่อ เป็นความเชื่อของเราเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เป็นเรื่องวัฏฏะ เป็นเรื่องความเชื่อ มันไม่ใช่เป็นเรื่องเวทนาหรือเปล่า มันเป็นเรื่องการประพฤติปฏิบัติหรือไม่
ถ้ามันเป็นเรื่องการประพฤติปฏิบัตินะ เราเป็นมนุษย์ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้าเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กามภพ รูปภพ อรูปภพ สังสารวัฏ วัฏวน เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติ เราก็จะประพฤติปฏิบัติเพื่อละสังสารวัฏ เพื่อออกจากวัฏวน เพื่อเป็นวิวัฏฏะ ถ้ามันเป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริง มันเป็นของมันอย่างนั้น
แต่คนที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติ มันไม่มีความจริงไง มันถึงมนุษย์ ทางวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อนรกสวรรค์มีจริงหรือไม่มีจริง ภพชาติมีหรือไม่ และเลวร้าย คือมรรคผลมีจริงหรือเปล่า
นี่เป็นความเชื่อ ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา
อันนี้คำถามไง ความไร้รูป ทุกข์เพราะความไร้รูป
ไร้รูปตรงไหน ไร้รูป ถ้ามันเป็นการภาวนามันไร้รูป ไร้รูปมันก็ภวังค์ไง เอ็งนั่งหลับ เอ็งไม่มีอะไรจับต้องได้
ถ้าพูดถึงความไร้รูปไง สมาธิคือสมาธิ สมาธิมันมีสติ มีสติสัมปชัญญะ มีผู้รู้ ผู้รู้มันจะไร้รูปตรงไหน ตัวรู้นี่ตัวชัดเจน สัมมาสมาธิ ภพชาติ ตัวภพ ภวาสวะ นั่นน่ะจิตเดิมแท้ๆ แล้วถ้าจิตเดิมแท้มันจะไร้ไปไหน มันเป็นข้อเท็จจริงของมัน
ทีนี้มันเพียงแต่ว่า ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ทุกข์กาย เจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์กาย ปวดเมื่อย ทุกข์กาย ความหิวกระหาย ทุกข์กาย แต่ทุกข์กายมันก็อาศัยจิตนั่นแหละ
แต่เวลาทุกข์ใจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่งเฉยๆ นึกแต่เขาติฉินนินทา นึกถึงความทุกข์ตั้งแต่สมัยเด็กๆ นึกถึงความฝังใจ ทุกข์ใจทั้งนั้นน่ะ ทุกข์ใจ
กายกับใจ ถ้ากายกับใจแล้ว ตรงไหนมันไม่มีรูป
ไม่มีรูปนั่นน่ะมันตกภวังค์ ไม่มีรูปนั่นน่ะมันหลับ มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้
รูปกับนาม รูปนะ ถ้ารูป มหาภูตรูป ธาตุ ๔ นาม นามมันก็เป็นรูป เป็นรูปในภาคปฏิบัติ นี่มันชัดเจนของมัน
ฉะนั้น เพียงแต่ชัดเจนของมันแล้ว นี่เขามาคิด มันเป็นความเชื่อไง
ในเมื่อมันทุกข์เพราะมันไร้รูป แล้วในนรกนั่นน่ะ มโนภาพที่จิตสร้างขึ้น
จิตสร้างขึ้นที่ไหน ของจริงทั้งนั้น จริงในภพของนรก มันจริงเพราะกรรม มันไม่ทำกรรมชั่วมันไม่ไปตกนรกหรอก เทวทัตลงมหานรกอเวจีอยู่นั่นเพราะอะไร เพราะทำลายพระพุทธเจ้า คนที่อยู่ในนรกเพราะมันมีเวรมีกรรมมันถึงตกนรก มันตกนรกลงไปโดยกรรมของสัตว์ แล้วลงไปนรกแล้วนะ เผาไหม้ขนาดไหนละลายหมดเลย เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาใหม่ คงรูปอยู่อย่างนั้นน่ะ
เวลาไฟนรก ไฟบรรลัยกัลป์มันเผานะ เผา เผา เผาละลายหมดเลย เดี๋ยวก็เกิดรูปขึ้นมาใหม่ แต่รูปในรูปนาม มันไม่ใช่รูปร่างกายอย่างนี้
นี่พูดถึงว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วเขาชัดเจนของเขา
ไอ้นี่มันไม่ชัดเจนของเรา นี่มันเป็นศรัทธา เป็นความเชื่อ แล้วถามอะไรล่ะ คำถามนี้มันถามอะไร
“ความทุกข์ในขณะที่ไร้รูป”
เอ็งนั่งหลับ เอ็งตกภวังค์ มันเป็นภวังค์มันถึงจับต้องสิ่งใดไม่ได้ คว้าอะไรไม่ได้เลย แล้วภวังค์ ภวังค์ซ้ำซ้อน พอซ้ำซ้อน มันก็เลยเป็นความทุกข์ ความทรมาน
ตั้งสติ ถ้าเอ็งปฏิบัตินะ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แล้วเอาแต่พุทโธ ไม่เอาสมาธิ
มันหลง “พุทโธๆ แล้วมันจะหายแล้ว มันจะละลายแล้ว มันจะไร้รูปแล้ว”
นี้คือกิเลสมันปิดหูปิดตา
เราจะบอกว่า มันเป็นความหยาบ ความละเอียดนะ คนที่เขาละเอียดรอบคอบ เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องแค่ศรัทธานะนี่ เป็นแค่เรื่องความเชื่อ พอความเชื่อขึ้นมา แล้วเราเชื่อของเราเอง แล้วเราก็เผาตัวเราเอง แล้วก็บอกว่าเป็นความทุกข์ความยาก อันนี้กรณีหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่งนะ อีกกรณีหนึ่งคือคนที่ผิดปกติทางจิต ถ้าผิดปกติทางจิตนั่นจบ พูดอย่างไรก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะเขาผิดปกติ เขาต้องไปหาจิตแพทย์ ให้จิตแพทย์ให้ยา ให้ยาแล้วพยายามกินยานั้นให้กลับมาเป็นปกติ ถ้าเป็นปกติแล้ว ตั้งสติสัมปชัญญะของเรา แล้วเราถึงจะเข้าใจเรื่องอย่างนี้ได้
ถ้าเข้าใจเรื่องอย่างนี้ เพราะคำถามนี้มันไม่ใช่คำถาม มันเป็นความเชื่อ ความเชื่อในนรกไง
แล้วนี่เวลาบอกว่า มันไร้รูปแล้วมันเหมือนตกนรก แล้วนรกก็เป็นมโนภาพ
หา? มโนภาพหรือ มันเป็นความจริงนะ มันเป็นมโนภาพได้อย่างไร นี่มันตกไปทั้งจิต ตกไปทั้งตัวนั่นน่ะ ตกไปทั้งร่างกาย ตกไปภพ ตกไปภวาสวะ ใจทั้งหมดตกไปหมดเลย ถ้ามันตกนรก เทวทัตอยู่ในนรก คนตกนรกคือคนที่สร้างเวรสร้างกรรม
กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน เอ็งจะเชื่อหรือจะไม่เชื่อ มันเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ความจริงนั้นเป็นความจริงวันยังค่ำ แล้วความจริง เวลาความจริงมันเกิดขึ้น นั้นเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นเฉพาะ เป็นที่รู้ พอรู้แล้วเสียดายทีหลัง จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๕๑. เรื่อง “ผู้รู้ งง”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมีคำถามสงสัยขณะภาวนา พอจิตได้ที่พิจารณาแยกผู้รู้กับสิ่งที่จิตกระทบรู้ ความรู้สึกของจิตเข้าใจนะคะ แต่มันยากตรงมาพิจารณาผู้รู้อย่างเดียว รู้สึกว่าเหนื่อยยากลำบากเกินกำลังไปล่ะค่ะ หนูคิดว่าถาม จะเข้าใจง่ายขึ้น
๑. ผู้รู้นี้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งใช่ไหมคะ มีหน้าที่แค่รู้เท่านั้น ไม่ใช่เรา ถูกไหมคะ
๒. ถ้าขณะที่รู้สึกนึกคิด ยิ่งงงกับตัวผู้รู้ ควรหยุดพิจารณา กลับมาทำความสงบก่อนใช่ไหมคะ
กราบขอบพระคุณ
ตอบ : คำถามข้อที่ ๑. มันก็งงๆ คำถามข้อที่ ๒ มันตอบคำถามข้อที่ ๑. เลยล่ะ
ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ เราฟังเทศน์มาเยอะไง พอเราฟังเทศน์มาเยอะ เราก็จำมาเยอะไง พอเราจำมาเยอะ เราก็คิดว่าจะทำแบบนั้นไง พอจะทำแบบนั้นแล้ว จะทำแบบใด มันเป็นสัญญาทั้งนั้น พอเป็นสัญญา เป็นการสร้างภาพทั้งนั้น
ฉะนั้น มันเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจนะ การปฏิบัติมันยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่
คราวเริ่มต้นนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ล้มลุกคลุกคลานของท่าน ครูบาอาจารย์ของเรานะ หลวงตาพระมหาบัวท่านขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นครั้งแรกเพราะจิตเสื่อมนี่แหละ คราวเริ่มต้นเหมือนกัน นี่มันยากตั้งแต่คราวเริ่มต้น
เหมือนกับนักศึกษา ปริยัติคือการศึกษา เราไม่ได้เรียนปริยัติ แต่เราก็ฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์มา นี้ก็เป็นภาคการศึกษาจากสุตมยปัญญา สุตมยปัญญาคือศึกษาทางวิชาการตามตำรับตำราและฟังเทศน์ๆ นี่เป็นสุตมยปัญญา
เราฟังธรรมจากครูบาอาจารย์มา มันเป็นสุตมยปัญญา คือมันเป็นความจำ พอมันจำมาแล้ว เราจะเริ่มประพฤติปฏิบัติ ตอนนี้เราจะประพฤติปฏิบัติ จากปริยัติจะปฏิบัติ
เวลาปฏิบัติไปแล้ว ผู้รู้สิ่งที่ถูกรู้ แล้วสิ่งที่ผู้รู้ แล้วสิ่งที่ถูกรู้มันเป็นอย่างไร
ไอ้นี่เป็นความจำทั้งนั้นน่ะ แต่เอ็งยังไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไง ถ้าไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นนะ แล้วถ้ารู้ถ้าเห็นขึ้นมา มันก็เป็นจินตนาการ มันเป็นจินตมยปัญญา
เพราะเราเริ่มปฏิบัติขึ้นมา เพราะเราศึกษามา เราจะเริ่มปฏิบัติใช่ไหม การศึกษาคือการศึกษาจากฟังเทศน์นี่แหละ การฟังเทศน์คือการจดจำ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง แต่เป็นการเทศน์ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามอย่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเทศน์จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง คือเทศน์จากใจที่เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ถึงเราจะไม่เข้าใจ มันก็มีหลักเกณฑ์ของมัน
แต่ถ้ามันเข้าใจ ถ้ามันเข้าใจแล้ว มันเข้าใจมันก็เป็นความเข้าใจ มันเป็นความจำ ถ้าความจำ นี่ภาคปริยัติ
ทีนี้เวลาปฏิบัติ ถ้ามันยาก มันยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือเราจะประพฤติปฏิบัติจากความจำให้เป็นความจริง แล้วความจริงมันเกิดจากที่ไหนล่ะ มันเกิดจากอะไรล่ะ มันเกิดจากอะไร
มันก็เกิดจากจินตนาการ เกิดจากการสร้างภาพทั้งสิ้น ถ้าสร้างภาพทั้งสิ้น มันก็ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ แล้วรู้อะไร
นี่ไง มันถึงว่า เวลาภาวนาไปแล้ว ผู้รู้ แยกพิจารณาผู้รู้กับสิ่งที่กระทบรู้
ปฏิบัติมันยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือยากตรงนี้ เริ่มต้นจากการประพฤติปฏิบัติก็จากผู้รู้ เราฟังมาเป็นความจำ แล้วเราจะทำเป็นความจริงขึ้นมา เรายิ่งสร้างภาพใหญ่
การปฏิบัติยาก ยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านบอกเลย การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ให้ทำความสงบของใจเราเข้ามาก่อน
แล้วมันสงบหรือยังล่ะ ถ้าไม่สงบมันก็หันรีหันขวางอยู่อย่างนี้ แล้วก็หันรีหันขวางไปเรื่อยๆ นี่ขั้นของสมถะนะ ขั้นของสมาธิ แล้วถ้าขั้นของปัญญา มันยังไปอีกเยอะ ไอ้ที่ว่า ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ต่างๆ มันมีรู้หยาบ รู้กลาง รู้ละเอียด ละเอียด ละเอียดสุด มันมีความรู้อีกหลายซับหลายซ้อน ถ้ามันขั้นของปัญญา มันจะขยายความไปอีกมากมายเลย ถ้ามันเป็นความจริงนะ
ฉะนั้นบอกว่า ถ้ามันพูดมากไป มันจะเข้าใจไม่ได้ มันเข้าใจยาก
เอาคำถามดีกว่า คนถามมันก็รู้นะ เอาคำถามดีกว่า
๑. ผู้รู้นี้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งใช่ไหมคะ
ใช่ ถ้าตีความอย่างนั้นถูก มันก็ถูก จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเป็นธรรมชาติทั้งนั้นน่ะ มันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง จิตนี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ความรู้สึกนี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม
แต่เวลามันเกิดเป็นมนุษย์ ธรรมชาติที่เกิดเป็นภพชาติ ภพชาติ ภพชาติมนุษย์ไง ชาตินก ชาติกา ชาติหมู ชาติหมา มันก็เป็นชาติแต่ละชาติหนึ่ง เพราะมันเกิดในอบายภูมิ เกิดในสัตว์เดรัจฉาน อบายภูมิ อบายภูมิมันเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ มันอยู่ในกามภพเหมือนกัน
สิ่งที่เวลามันเกิด เกิดมามันก็ได้ภพชาติหนึ่ง มันก็ได้ร่างกายนี้มา พอได้ร่างกายนี้เป็นธรรมชาติไหม ก็เป็นธรรมชาติ แล้วกิเลสเป็นธรรมชาติไหม ก็เป็นธรรมชาติ
ก็เราศึกษาธรรมะนี่ไง เราศึกษาธรรมะ แล้วเรายังจะประพฤติปฏิบัติไง แต่วุฒิภาวะของเรา ความรู้เรามีแค่นี้ แล้วเราศึกษาแล้ว ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็อ้างอิงวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น เชื่อวิทยาศาสตร์ แล้ววิทยาศาสตร์ยิ่งทำให้งงเข้าไปใหญ่
ฉะนั้น สิ่งที่ถ้ามันเป็นภาคปฏิบัติ ถ้าเป็นเอาสัจจะความจริง ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ครูบาอาจารย์ของเราทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
สมาธิเป็นหินทับหญ้าๆ
ก็ทับไอ้พวกที่สงสัยนี่ ทับไอ้ที่เรื่องมากนี่ มีความวุ่นวายไปหมด ทับมันไว้ให้ได้ก่อน
ถ้าสมาธิเป็นหินทับหญ้าๆ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
สมาธิมันจะกำจัดไอ้ความพะรุงพะรัง ไอ้ความวุ่นวายหมดนี่ ไอ้ความวุ่นวาย ไอ้ความทำแล้วมึนงง ทำสิ่งใดจับจด ทำสิ่งใดล้มเหลวหมด นี่ไอ้ความสงบ ทำสมาธิทำตรงนี้ มันจะกำจัดตรงนี้
กิเลสอย่างหยาบๆ กิเลสที่มันทำให้เราฟู กิเลสทำให้เราตึงเครียด กิเลสทำให้เราวิตกกังวล ตอนนี้ทั้งนั้นเลย กิเลสอย่างหยาบๆ กิเลสแบบไร้สาระเลย แล้วถ้าทำความสงบของใจเข้ามานะ
นี่มันว่า “๑. ผู้รู้นี้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งใช่ไหมคะ มีหน้าที่แค่รู้เท่านั้น ไม่ใช่เรา ถูกไหม”
เข้าใจผิดหมดน่ะ
ผู้รู้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งใช่ไหม
ใช่
มีหน้าที่แค่รู้เท่านั้นใช่ไหม
ไม่ใช่ มีหน้าที่แค่รู้แล้วหลง
รู้แล้วหลงไปหมดเลย รู้แบบไม่รู้ รู้ แต่ไม่รู้อะไรเลย รู้ แต่งงหมดเลย รู้ แต่ทุกข์น่าดูเลย รู้ แต่วิตกกังวลหมดเลย
มีหน้าที่แค่ถูกรู้นั่นน่ะ นั่นเวลาพูดถึงสัจจะข้อเท็จจริงที่มันไม่มีอวิชชา แต่ถ้ามันมีอวิชชามันรู้แล้วหลง แล้วลูกหลานมันก็ซ้ำเติมไง
อวิชชาเป็นเจ้าวัฏจักร แล้วก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วก็มีอุปาทาน แล้วก็มีสักกายทิฏฐิ มีเป็นกองเลย
ถ้าครูบาอาจารย์ที่เขาภาวนาเป็น เขาไม่ให้เด็กทารกไปต่อสู้กับเจ้าพ่อ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลอะไรทั้งสิ้น เขาให้เด็กเล็กของเราฝึกหัดให้มันเติบโตขึ้นมา
การประพฤติปฏิบัติก็ต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ให้จิตใจมันเข้มแข็ง จิตใจมีกำลังแล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป กว่ามันจะไปเห็นผู้รู้ กว่ามันจะไปกำจัดอวิชชา มันอีกยาวไกล
ถ้ามันเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ เขาก็ฝึกหัดเท่านี้แหละ เอ็งไม่ต้องหวังสูงส่งอะไรหรอก ทำความสงบของใจให้ได้
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี พอจิตสงบระงับ ที่อ่อนแอนั่นน่ะ มันบอกว่านี่คือนิพพาน ติดสมาธิ คนทำสมาธิไม่เป็นก็มากมายมหาศาล พอทำสมาธิได้ มันก็คิดว่าสมาธินั่นเป็นนิพพานไง แล้วก็ให้เขาถากให้เขาถางไง ไอ้พวกพุทโธๆ มันติดสมถะ มันเป็นหินทับหญ้า
ไอ้นี่ไม่ได้ทับ งงเกือบตาย ถ้าได้ทับนะ ไม่ถามมาหรอก ลองถ้าหินทับหญ้านะ ปัญหานี้จบหมดน่ะ เพราะหินมันทับหมด มันไม่เกิด มันไม่มี แล้วมีทั้งหิน มีทั้งหญ้า แล้วรู้หมดนะ
นี่ข้อที่ ๑.
“๒. ถ้าขณะที่รู้สึกคิดยิ่งงงกับตัวผู้รู้ ควรหยุดพิจารณา กลับมาทำความสงบก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ใช่ ใช่ ใช่ค่ะ ใช่ ใช่แน่ๆ เลย ครูบาอาจารย์สอนอย่างนั้นอยู่แล้ว ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน อย่าชิงสุกก่อนห่าม อย่าซื้อก่อนขาย อยากจะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ยังไม่เป็นอะไรเลย แล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน
เราจะบอกว่า วุฒิภาวะของชาวพุทธอ่อนแอมาก ไม่รู้อะไรเลย แล้วก็อยากจะเป็นพระอรหันต์ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้นน่ะ สหายมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้นน่ะ เสมอภาค สิทธิเสรีภาพ
เอ็งเข้าไปสิ จัดตั้งมันเก็บมึงหมดน่ะ ถ้ามึงลองเถียงมัน มึงตีตัวเสมอ เดี๋ยวจัดตั้งมันเก็บหมดล่ะ เสมอภาคๆ
นี่ก็เหมือนกัน แหม! มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นจะแยกแยะด้วยปัญญา
เออ! มันแบบว่ากิเลสมันหลอกหมดน่ะ
การปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นและคราวถึงที่สิ้นสุด การเริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ
กลับไปทำสมาธิ เหมือนคำถามที่ ๒. ถ้าปัญหามันเยอะเกินไป ต้องกลับไปทำความสงบของใจใช่ไหม
ใช่ ใช่ ใช่ ใช่ค่ะ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๕๒. เรื่อง “จิตเสื่อมและยึดบรรลุโสดาบันจนทุกข์”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูขอเล่าการภาวนาค่ะ
หนูเคยภาวนาได้สัมมาสมาธิและใช้ปัญญาอบรมสมาธิได้คล่อง จิตโล่งสบายมาก แต่พอเวลาผ่านไปจิตหนูเสื่อมมาก พิจารณาอะไรก็เอากิเลสไม่อยู่ ทำสมาธิก็ไม่ได้ มีแต่อารมณ์เครียด เจ็บร้อนที่อก เรื่องทางโลกผุดขึ้นมาทำร้ายตัวเองเหมือนระเบิดลงจนหนูเริ่มเป็นโรคเครียด ต้องไปหาหมอ
หนูขอสอบถามว่า
๑. หนูตั้งสัจจะเพื่อบรรลุโสดาบันชาตินี้ แต่พอจิตเสื่อมกลายเป็นว่าหนูเครียดหนัก ขนาดที่นอนหลับหนูจะสะดุ้งตื่นมาใจสั่น ตัวสั่นเลยค่ะ ว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว แล้วรู้สึกมืดมาก เสียใจ
แบบนี้สิ่งที่หนูยึดเป็นกิเลสไหมคะ เพราะยึดจนทำให้เครียดเกินไป
หนูควรแก้ไขอย่างไรกับปัญหานี้ เพราะกลายเป็นว่ายึดติดจนหนูร่างกายย่ำแย่ หนูแทบจะเลิกปฏิบัติอยู่แล้ว กะว่ารักษาตัวให้หายก่อน แล้วค่อยกลับมาปฏิบัติใหม่ดีไหมคะ เพราะกำลังสู้กิเลสไม่ไหว
๒. หนูฟังครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นหลายองค์ ล้วนไปในทางเดียวกัน แต่จะมีบางประเด็นที่มีความคิดเห็นต่างกัน
หนูเคยได้ยินหลวงพ่อเทศน์ว่า ฟังครูบาอาจารย์หลายคนมากๆ จะเป็นบ้าได้ จริงไหมคะ หนูเลยไม่กล้าไปปฏิบัติที่อื่นเลย ขอหลวงพ่อช่วยอธิบายด้วยค่ะ
ตอบ : เราตั้งเป้าว่าเราจะบรรลุพระโสดาบันในชาตินี้ นี้เป็นอธิษฐานบารมี การตั้งเป้าไว้นี้เราเห็นดีด้วย เราเห็นด้วย การตั้งเป้า เราควรจะมีเป้าหมายว่าการประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติเพื่ออะไร ถึงที่ไหน เป็นเป้าหมาย
เป้าหมายคืออธิษฐานบารมี เป็นบารมีสิบทัศขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างสมบุญญาธิการเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ตั้งเป้าแล้วทำให้ถึง
มีครูบาอาจารย์มากมายที่ตั้งเป้าแล้ว ไปถึงแล้วละกลางคัน อย่างเช่นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์เหมือนกัน หลวงปู่เสาร์ท่านตั้งเป้าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ตั้งเป้าเหมือนกัน แล้วท่านสร้างบารมี
ในชาติปัจจุบันนี้ท่านมาพิจารณาของท่านว่า การประพฤติปฏิบัติ การตั้งเป้าแล้ว การสร้างสมบุญญาธิการไป ไปต่อไปมันก็เกิดตายๆ เพื่อสร้างสมบารมีไปต่อ ต่อเมื่อมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาพยากรณ์แล้วจะกลับไม่ได้
แต่ถ้าเราสร้างสมบุญญาธิการมาจนเป็นคนดี จนมีพื้นฐานที่ดีงามแล้ว ถ้าในชาติปัจจุบันนี้ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถึงที่สุดแห่งทุกข์ เราก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่ท่านเป็นพระอรหันต์เพราะว่าท่านสร้างอำนาจวาสนาบารมีมามากมายมหาศาล ท่านถึงเป็นศาสดา ท่านถึงเป็นผู้วางธรรมและวินัย เป็นศาสดา เป็นผู้อบรมบ่มเพาะ เป็นผู้สั่งสอน
สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังขึ้นมาแล้ว ถ้าประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่การสร้างสมบุญญาธิการมามันน้อยจนน้อยนิดเดียว น้อยนิดกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แค่บรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมามันก็วิมุตติสุข ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พ้นจากทุกข์นี้ไปโดยสัจจะเป็นความจริง แต่บารมีที่จะอบร่มบ่มเพาะสั่งสอนคนอื่น เห็นไหม เพราะการสร้างสมบุญญาธิการมามันแตกต่างกัน
ฉะนั้น เวลาหลวงปู่มั่นท่านถึงลาความเป็นพระโพธิสัตว์นั้น แล้วท่านประพฤติปฏิบัติถึงเป็นพระอรหันต์ในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา เพราะท่านได้สร้างสมบุญญาธิการมาเป็นพระโพธิสัตว์ๆ อันนี้มันถึงเป็นอำนาจวาสนาบารมีของท่านที่ได้อบรมบ่มเพาะสร้างธรรมทายาทๆ
คนที่จะอบรมบ่มเพาะคนมันต้องเป็นผู้ที่ฉลาด เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ เป็นผู้ที่เข้าใจทั้งสิ้น ท่านถึงได้มีอำนาจวาสนาสร้างธรรมทายาท สร้างเพชรน้ำหนึ่งในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ถึงได้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา นี้เป็นเป้าหมายไง
ฉะนั้น การตั้งเป้าหมายว่าเราจะบรรลุโสดาบัน ไม่เป็นสิ่งที่เสียหาย เป็นสิ่งที่ดีงาม เราเห็นดีด้วย แต่เราตั้งเป้าหมายแล้วก็คือเป้าหมาย
บริษัทมากมายทำธุรกิจ เขาก็ตั้งเป้าของเขาทุกปี เวลาเขาประชุมของเขา เขาจะตั้งเป้าว่าปีนี้จะทำกำไรเท่าไร จะถึงเป้าเท่าไร ถึงเป้าก็มี ไม่ถึงเป้าก็มี บริษัทที่เจริญงอกงามขึ้นมาเป็นบริษัทที่มั่นคง เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็มีมากมาย บริษัทที่ล้มละลาย ที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็มากมาย นั้นมันเป็นกรรมของสัตว์ มันเป็นจังหวะและเป็นโอกาส เป็นบุญเป็นกุศลของแต่ละบุคคล
ของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งเป้า ตั้งเป้าว่าเราจะบรรลุพระโสดาบันในชาตินี้ เราก็ตั้งเป้า แล้วเราก็ปฏิบัติของเราไป แล้วเราปฏิบัติของเราไป ถ้ามีวาสนา เราก็ทำของเราไป ถ้าทำได้มากน้อยขนาดไหน นี่ก็เป็นอำนาจวาสนาของเราไง
ฉะนั้นบอกว่า พอตั้งเป้าแล้วมันเครียด
ก็คำถามก็เขียนเองว่ามันเครียด เราตั้งเป้าไว้แล้ว เราก็ตั้งเป้า แล้วเราก็ทำของเราไป ทำของเราไปในทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
แค่ถือศีล ๕ เราฟังมาจนรำคาญ
เราเกิดมาเป็นคน เราเป็นแม่ค้า เราถือศีล ๕ ไม่ได้
ก็ตีโพยตีพายกันไป ไอ้ที่ว่าถือศีล ๕ เวลาไปอวดเขาว่าฉันถือศีล ๕ ฉันต้องกินปลาตาย กินปลาเป็นไม่ได้
เวลาแม่ค้ามันเห็นไอ้คนนี้มา มันทุบหัวปลาไว้เลย ไอ้ปลานี้กิโล ๕ บาท แต่ตัวนี้ตัว ๕๐ บาท ต้องซื้อตัว ๕๐ บาท
ก็ไปอวดเขา ไปโฆษณาเขา
เราก็ทำของเราก็ได้ ถ้ามันมีวาสนาของคนนะ เยอะแยะไป คนที่เขามังสวิรัติ เขาไม่เคยบอกใคร แล้วเวลาเขาไปกับเพื่อน เขาก็กินของเขาเหมือนกัน สั่งมาเหมือนกัน แต่เขาก็กินของเขา ตักของเขา มันเป็นความพอใจของเขา นี่ไง คนที่เขามีอำนาจวาสนา เขามีสติปัญญา เขาทำของเขา เราภูมิใจในตัวของเรา
ยิ่งภูมิใจด้วย เพราะเราทำอยู่แล้ว ในสังคมเราก็อยู่ได้ แล้วอยู่ได้ถูกต้องด้วย แล้วอยู่ได้โดยไม่เครียดด้วย แล้วอยู่ได้โดยไม่มีคนจับผิดด้วย เขาสบายของเขา แล้วเขาทำของเขา มีวาสนามากน้อยแค่ไหนเขาก็ทำของเขา แล้วจะปฏิบัติ ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ถ้ามันเป็นความจริงไง
ฉะนั้นบอกว่า หนูตั้งสัจจะว่าจะบรรลุโสดาบันชาตินี้ แต่พอจิตมันเสื่อม กลายเป็นว่าหนูทุกข์มาก
จิตมันเสื่อมก็โยนมันทิ้งไป จิตมันเสื่อมก็ไปอยู่ที่จิตมันเสื่อม ก็ตายน่ะสิ จิตมันเสื่อมก็โยนจิตเสื่อมทิ้งไป กูเอาใหม่ กูตั้งต้นใหม่ก็ได้ แล้วกูก็ทำของกูเอง กูไปวิตกอะไรกับจิตเสื่อม
ไอ้นี่จิตเสื่อม มันไปเสียใจกับจิตเสื่อมๆ ไง
บริษัทมากมายล้มละลาย เขาไม่เห็นตีโพยตีพายเลย เขาหาที่ปรึกษาแล้วหาหนทาง แล้วจะเริ่มต้นใหม่ จะฟื้นฟูบริษัทของตัวเองยังได้เลย บางคนเขามีสติปัญญาของเขา ไอ้ขี้โกงล้มบนฟูก ล้มบนฟูกก็เยอะแยะไป
นี่ก็เหมือนกัน จิตมันเสื่อม
เสื่อมก็เสื่อม จิตเสื่อมนี้เป็นเรื่องธรรมดา ครูบาอาจารย์ทุกองค์ภาวนาแล้วต้องมีจิตเสื่อม เพราะมันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงของรูปนาม ของความรู้สึก ความรู้สึกของคนมันจะดีงามอยู่ตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้
เราประพฤติปฏิบัติ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ สมาธิเกิดจากมีสติ แล้วมีคำบริกรรม แล้วมีอำนาจวาสนา มันก็เป็นสมาธิ มันเสื่อม เสื่อมเพราะมันบกพร่อง เสื่อมเพราะเวรกรรม เสื่อมก็คือเสื่อม เสื่อมก็คือเสื่อมสิ อ้าว! เสื่อม กูก็เอาใหม่ เป็นอะไรไป
เสื่อมแล้วก็จะเป็นจะตาย แล้วก็จะเอาเสื่อม
เวลาคนเขาเปลี่ยนอวัยวะ เขาตัดทิ้ง แล้วเขาก็เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนอวัยวะ เปลี่ยนไต เปลี่ยนอวัยวะ เปลี่ยนหัวใจด้วย หัวใจก็เปลี่ยนใหม่ เขายังเปลี่ยน แล้วที่เขาตัดทิ้ง เขาเก็บไว้ไหม มันเน่าทั้งนั้นน่ะ
แต่การภาวนาหนหนึ่งที่มันผ่านไปแล้ว มันเสื่อมไปแล้ว มันเน่าไหม มันเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ด้วย แต่คนปฏิบัติทุกข์อยู่คนเดียว แล้วก็ไปวิตกกังวลอยู่กับไอ้เสื่อมๆๆ นั้นน่ะ แล้วไอ้ชีวิตนี้อยู่ไหนล่ะ ผู้รู้มันอยู่ไหนล่ะ แล้วทำตรงไหนล่ะ
มันไปยึดผิดไง ไปยึดแต่อวัยวะที่เสื่อมเสีย เวลาเปลี่ยนแล้วมันเป็นของดี ไม่ยอมเปลี่ยน
ถ้าเปลี่ยนแล้วมันก็ดีไง เขาเปลี่ยนหัวใจเขายังอยู่ได้เลย เปลี่ยนไต เขาเปลี่ยนหมดน่ะ
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน จิตมันเสื่อม
เสื่อมก็เสื่อมสิ เสื่อมมันเรื่องธรรมดา เสื่อมเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันทำให้ผู้ปฏิบัติรู้จักด้วย เจริญแล้วเสื่อม
เวลาผู้ที่ปฏิบัตินะ ปฏิบัติยังไม่ได้หน้าได้หลังมา ปฏิบัติมันยังไม่มีอะไรหลอกลวง พอจิตมันเสื่อมแล้ว เวลาปฏิบัติก็ทุกข์ยากเกือบจะเป็นจะตายอยู่แล้ว นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่ง เวลาจิตมันเสื่อมไปนะ ยิ่งเสียดายวิตกกังวล นั่นอีกปัญหาหนึ่ง
๒ ปัญหาซับซ้อนกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วว่าตัวเองเป็นนักปฏิบัติ ยังอวดอีกนะ ตั้งเป้าว่าจะบรรลุนิพพาน
บรรลุจิตเสื่อมนั่นแหละ ให้จิตเสื่อมมันหลอกอยู่นั่นน่ะ ให้จิตเสื่อมมันพาจนเครียดไปโรงพยาบาล จะเลิกปฏิบัติอยู่แล้วเนี่ย โง่
อดีตอนาคต อดีตอนาคตมันแก้กิเลสไม่ได้ อดีตมันผ่านไปแล้วก็ผ่านไป แล้วสิ่งที่เริ่มต้นใหม่ วางให้หมด
เวลาสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย นี่แค่ชาติเดียว
สิ่งที่ว่าจิตมันเสื่อม ไม่รู้จะทำอย่างไร แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แล้วแบบนี้ แบบที่หนูยึดอยู่นี่เป็นกิเลสไหม
อธิษฐานบารมี ตั้งเป้าแล้วเราวางไว้ แล้วเราปฏิบัติไป ถ้าได้ก็คือได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียหาย แต่เราสร้างบารมีของเราไป การประพฤติปฏิบัติ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แสนกัป เราทำจะได้มากได้น้อยขนาดไหน เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา ทำเพื่อประโยชน์กับเรา
นี่คิดเองเออเองทั้งนั้น คิดเองเออเอง แล้วก็ทุกข์ของตัวเอง
นี่ข้อที่ ๑.
๒. หนูฟังครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นหลายองค์ ล้วนไปในทางเดียวกัน แต่มีบางประเด็นที่อาจจะแตกต่างกัน หนูเคยฟังหลวงพ่อเทศน์ว่า ฟังครูบาอาจารย์หลายองค์มากไปแล้วจะเป็นบ้า
ไม่เคยพูด ไม่เคยพูดว่าจะเป็นบ้า ฟังครูบาอาจารย์หลายองค์
เรามีแต่พูดเน้นทุกวันเลย อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ กาลามสูตร ฟังหลายองค์แล้วเอาแต่ละองค์มาเทียบเคียง มันไปด้วยกันหรือเปล่า ธรรมะไม่มีขัดไม่มีแย้งกัน ถ้ามีขัดมีแย้งกัน เขาให้หาเหตุผล เหตุผลน่ะ เหตุและผลคือธรรม ธรรมคือเหตุและผล ไม่ใช่พูดปาวๆๆ โดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
กาลามสูตร อย่าเชื่อ ห้ามเชื่อ
มันมีศรัทธาหนึ่งไปหาหลวงตาพระมหาบัว บอก อู้ฮู! ดิฉันศรัทธาพระสายหลวงปู่มั่นมากเลย มากเลย
หลวงตาท่านพูดเองนะ เราเชื่อว่า ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีทั้งถูกและผิด มีทั้งที่ถูกและผิด ทั้งที่ดีและเลว ในสังคมทุกสังคมมีทั้งดีและเลว มีทั้งถูกและผิด
ฉะนั้น เวลาฟังแล้วคัดเลือก อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ
ไม่ใช่บอกว่า แหม! ฟังหลายองค์แล้วมันจะเป็นบ้า
ผู้ถามน่ะจะเป็นบ้า คนที่ฉลาดเขาศึกษาโดยกาลามสูตร เขาไม่บ้า เขายิ่งชัดเจนของเขา เขายิ่งอยู่ใกล้ธรรมะ เหตุและผลคือธรรม เราฟังเขาแล้ว เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อ เน้นทุกวัน
แต่ไอ้ว่าบ้าๆๆ บ้าเพราะคนมันเชื่อแล้วทำตามมันบ้า ไม่เกี่ยวกับเราพูด
จะดีหรือบ้า มีสติและไม่มีสติ มีสติที่ไหนจะบ้า
จิตเสื่อมๆ ถ้าอยู่ที่เหตุ อยู่ที่สติ อยู่ที่คำบริกรรม มันจะเสื่อมไปจากไหน รักษาเหตุไว้ สมาธิจะเสื่อมไปตรงไหน สมาธิจะเสื่อมไปได้อย่างไรถ้าเรามีเหตุ เหตุเราสมบูรณ์แบบ มันจะเสื่อมตรงไหน
ไอ้ที่มันเสื่อมเพราะมันไม่มีเหตุ มันไปอยู่ที่จิตเสื่อมๆ มันไปทุกข์อยู่ที่จิตเสื่อม มันจะไปเอาขี้ไง ขี้ที่เคยภาวนาไว้
กินข้าวแล้วก็ไปขี้ แล้วก็ไปอยู่ในส้วม แต่เวลากินมันไม่คิดถึงนะ เวลากินนี่ โอ้โฮ! อาหารนี่ชั้นเลิศทั้งนั้นน่ะ เวลาขี้ออกมาเหม็นทั้งนั้นน่ะ เวลาภาวนาดีนั่นน่ะของดี แต่เวลามันเสื่อมนั่นมันขี้ แล้วก็ไปอยู่กับขี้
แล้วนี่บอกเลยนะ ฟังครูบาอาจารย์แล้วจะเป็นบ้า
ฟังครูบาอาจารย์หลายๆ องค์น่ะดี แล้วเอามาเทียบเคียง ธรรมไม่มีขัดและไม่มีแย้ง มันมีเหตุและมีผล มีที่มาและที่ไป ไม่ใช่ลอยมาจากฟ้า ไม่ใช่กฐิน ผ้ากฐินนี้ได้ลอยมาจากฟากฟ้า เป็นผ้าที่บริสุทธิ์
นั่นเป็นผ้า หัวใจมันมีกิเลส มันบริสุทธิ์ไม่ได้หรอก มันมีอวิชชา หัวใจของคน คนที่เกิดมีอวิชชาทั้งนั้น มันจะบริสุทธิ์ไปจากที่ไหน แต่มันมีศรัทธา มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ กาลามสูตร อย่าเชื่อ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ ปฏิบัติให้เป็น
แล้วปฏิบัติแล้ว ถ้าจิตมันสงบระงับแล้วนะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบแล้วเชื่อใคร ก็เชื่อจิตเรานี่ไง ถ้าจิตเราสงบระงับ สุขอื่นใดเท่าจิตสงบไม่มี พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เชื่อใคร ก็เชื่อพุทธะท่ามกลางหัวใจนี้ไง ก็เชื่อความสุขความสงบอันนี้ต่างหาก แล้วมันก็เป็นความสุขความสงบของเราอีกด้วย จะไปเชื่อใคร พระพุทธเจ้ายังทำให้เอ็งเป็นอะไรไม่ได้เลย
พระพุทธเจ้าเทศน์เอง เราทำให้ใครเป็นมรรคเป็นผลไม่ได้หรอก เราเป็นผู้ชี้ทาง เขาเป็นคนปฏิบัติเอง
แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทำให้เอ็งไม่ได้เลย แล้วถ้าเอ็งปฏิบัติ เอ็งจะไปเชื่อใคร โสดาบัน ๕ ล้านใช่ไหม สกิทาคามี ๑๐ ล้าน อนาคามี ๑๕ ล้าน พระอรหันต์ ๒๐ ล้านใช่ไหม ถ้ามีคนเสนอเอ็ง เอ็งเอาไหม เดี๋ยวนี้เขามีคนเสนออย่างนี้เยอะแยะ ทำบุญเยอะๆ แล้วได้โสดาบันน่ะ เอ็งเชื่อหรือ
ไร้สาระ สติยังไม่มีซื้อไม่มีขายเลย ไม่มีทั้งสิ้น
อย่าคิดเองและเออเอง ถ้าไม่แน่ใจในตัวเอง ไปหาหมอ ไปหาจิตแพทย์ ไปคุยกับเขาว่า ดิฉันเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไรบ้างคะ มันมียาอะไรที่จะคลายเครียดได้บ้างไหมคะ
ไปหาหมอ คุยกับหมอ ขอยาเขากินบ้าง กินขึ้นมาเพื่อบรรเทาทุกข์ แล้วจะประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เอวัง